ประกันชีวิตไม่ได้มีไว้เพื่อตัวเราเอง แต่มีไว้เพื่อคนที่เรารัก หากวันหนึ่งเราไม่อยู่ ทุนประกันคือเงินที่จะช่วยให้ครอบครัวใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่ลำบาก คำถามสำคัญคือ “ต้องมีเท่าไรถึงจะพอ”
วิธีที่ 1: คำนวณจากการทดแทนรายได้
สูตร: รายได้ต่อปี × จำนวนปีที่ครอบครัวยังต้องพึ่งพารายได้ของเรา
ตัวอย่าง: รายได้ปีละ 480,000 บาท ลูกอายุ 5 ปี และอยากดูแลจนเรียนจบ (ประมาณ 17 ปี) ทุนประกันที่เหมาะสมคือราว 480,000 × 17 ≈ 8.2 ล้านบาท
วิธีนี้เข้าใจง่าย เหมาะกับการประเมินเบื้องต้น แต่ยังไม่ได้คิดหนี้สินหรือเงินที่มีอยู่แล้ว
วิธีที่ 2: คำนวณจากภาระจริง (DIME)
DIME ย่อมาจาก 4 ภาระหลักที่ควรครอบคลุม
ภาระ | ความหมาย | ตัวอย่าง (บาท) |
|---|---|---|
D – Debt | หนี้สินระยะสั้น เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อรถ | 300,000 |
I – Income | ค่าใช้จ่ายครอบครัวที่ต้องทดแทน | 3,600,000 |
M – Mortgage | หนี้บ้านคงเหลือ | 2,500,000 |
E – Education | ทุนการศึกษาบุตร | 1,500,000 |
รวม | ทุนประกันที่ควรมี (ก่อนหักสินทรัพย์ที่มี) | 7,900,000 |
จากนั้นนำยอดรวมไปหักเงินออมหรือสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว เช่น ประกันกลุ่มจากที่ทำงาน ก็จะได้ทุนประกันที่ควรซื้อเพิ่ม
ทุนประกันที่เหมาะสมคือจุดสมดุลระหว่าง “ความคุ้มครองที่พอ” กับ “เบี้ยที่จ่ายไหว” ไม่จำเป็นต้องซื้อครบในครั้งเดียว ทยอยเพิ่มตามรายได้ได้
ประกันชีวิตแบบไหนเหมาะกับใคร
- แบบชั่วระยะเวลา (Term) เบี้ยต่ำ ทุนสูง เหมาะกับช่วงที่มีภาระมาก
- แบบตลอดชีพ คุ้มครองยาว เหมาะใช้เป็นมรดกหรือฐานความคุ้มครองระยะยาว
- แบบสะสมทรัพย์ ได้ทั้งความคุ้มครองและเงินออม เหมาะกับคนที่ต้องการวินัยการออม
ทบทวนเมื่อไร
ควรทบทวนทุนประกันทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น แต่งงาน มีลูก ซื้อบ้าน หรือเปลี่ยนงาน และเบี้ยประกันชีวิตยังใช้ ลดหย่อนภาษี ได้ตามเงื่อนไขอีกด้วย

